ข้อคิดธุรกิจ และการตลาด

วิธีใช้เงินอย่างไรให้มีเงินเก็บเยอะๆ

การบริหารจัดการเงิน

การบริหารจัดการเงิน

 

ต้องออกตัวก่อนว่าหนูหวานไม่ใช่กูรูด้านการลงทุน  วันนี้มาแชร์ประสบการณ์ตรง กับวิธีที่ทำมาตลอด 6 ปี กับการทำงาน+เก็บเงินที่ได้ผลกับตัวเอง

เหตุผลสำคัญที่ทำให้เริ่มคิดเรื่องการมีเงินเก็บตั้งแต่เริ่มทำงาน ก็เพราะการบริหารจัดการรายได้ที่ถือว่าผิดพลาดกับงานแรกของชีวิต…

หลังจากจบปริญญาตรีได้สองวัน หนูหวานก็ได้งานทำด้านการสื่อสารให้กับองค์กรแห่งหนึ่ง ณ กรุง วอชิงตัน ดีซี

ด้วยค่าเงินและเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกาตอนนั้นกำลังไปได้ดีมาก  คำนวนเงินเดือนที่ได้แล้ว ทำให้เด็กจบใหม่ดีใจสุดๆ นอนไม่หลับไปหลายคืน  คำนวนไว้ในใจว่า เมื่อหมด Contract จะไม่ต่อแล้ว จะรีบกลับเมืองไทยเพราะคิดถึงแม่ และจะมีเงินเท่านี้ๆ กลับไปเริ่มต้นที่เมืองไทย  ฝันหวานสุดๆ

อาจเป็นเพราะหนูหวานเลือกอพาร์เม้นต์ที่พักไกล้กับห้างสรรพสินค้า Pentagon City (ใช่แล้วคะ ไกล้กับตึก Pentagon แบบเดินถึงเลย) เมื่อขึ้นจากรถไฟสถานี pentagon city เพื่อกลับบ้าน ต้องเดินผ่านห้างเพื่อไปอพาร์ตเม้นต์

สิ่งที่ทำเป็นประจำทุกวันรับเช็คเงินเดือน (รับทุกสองอาทิตย์) คือต้องเดือนเข้าร้านรองเท้าร้านโปรด ซื้อรองเท้าสองคู่ ซื้อนู่นนี่

เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมาก ให้เงินเดือนๆแรกกับแม่แล้ว ก็ยังมีเหลือตั้งเยอะ

หมุนเวลาผ่านไปถึงตอนที่หนูหวานอยู่ในเครื่องบินเพื่อกลับมาเมืองไทย

นั่งงงกับตัวเองว่าทำไมเงินจำนวนที่ตั้งใจว่าจะถือกลับมาด้วย ถึงมีไม่ถึงหนึ่งในร้อยของที่ตั้งใจไว้เลย

ก็มานั่งคิดถึงวิธีการใช้เงินของตัวเองที่ผ่านมา และตั้งใจไว้ว่า จะมีสติ และดูแลการเงินของตัวเองมากกว่านี้

หนูหวานมีระเบียบมากกับการดูแลการเงินหลังจากนั้น

มีเพื่อนๆพี่ๆหลายคนมาปรึกษา และมีเพื่อนบางคนในเพจเคยขอมา ;

วันนี้จะลองมาแชร์กันดูนะคะ

 

1. หาวิธีใช้ชีวิตให้เต็ม โดยไม่ให้เงินเป็นตัวกำหนด — “ใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยด้วยไลฟ์สไตล์ ไม่ใช่ฟุ่มเฟือยด้วยเงิน”

เช่น ไปดูหนังทุกวันพุธที่สมาคมฝรั่งเศษ  ฟรี แต่ได้ประสบการณ์ดีๆกลับมาเพียบ หรือ วันหยุดไปล่องแก่งที่เขาใหญ่กับเพื่อน แทนการเดินช้อปในห้าง ได้ใช้เวลากับเพื่อนเหมือนกัน แต่ประสบการณ์ที่ได้ต่างกันโดยสิ้นเชิง

2. ให้มองของทุกอย่างที่ซื้อเป็นการลงทุนระยะยาว

อาจดูเว่อร์ไปนิด แต่วิธีนี้ใช้ได้ผลจริงๆคะ  หนูหวานเคยซื้อโทรศัพท์รุ่นใหม่มา ตอนนั้นราคารุ่นนี้เท่ากับราคาทองหนึ่งบาท หนึ่งปีผ่านไป เอาโทรศัพท์ไปขายมือสอง ได้คืนมาแค่ 1,000 บาท ไปดูราคาทอง ขึ้นไปจากปีที่ผ่านมาพอสมควร และพอไปเช็คราคาโทรศัพท์รุ่นเดิม ราคาลงไปเหลือแค่ประมาณ 40% เลยคิดว่ารู้งี้ไปซื้อทองดีกว่า แล้วค่อยเอากำไรจากทองไปสมทบซื้อโทรศัพท์รุ่นนี้ตอนมันตกรุ่นไปแล้ว

คนที่ชอบเทคโนโลยีอาจใช้วิธีนี้ไม่ได้ แต่หนูหวานเอง รู่สึกว่าตั้งแต่ตัวเองเลิกซื้อของตอนเพิ่งออกใหม่ๆ แล้วมีเงินเก็บเพิ่มขึ้นเยอะเลย

3. อย่าซื้อของถูก

ตลกใหมคะ แนะนำให้มีเงินเก็บแต่กลับบอกให้ซื้อของราคาสูง (ขึ้นอีกนิด) ไม่ใช่ต้องแบรนด์เนม แต่เป็นของที่ราคาสมกับคุณภาพ และมีวี่แววจะใช้ได้นาน

ยกตัวอย่าง สาว A  ซื้อรองเท้าแฟชั่นคู่ละ 299 บาท ใส่แป๊ปก็ส้นหัก หรือไม่งั้นก็ตกเทรนด์ ต้องถูกสถานการณ์บังคับ (หรือบางทีก็อดใจไม่ไหว) ให้ซื้อบ่อยๆ ตกเดือนละประมาณ 3 คู่ คำนวนแล้วปีนึงซื้อรองเท้าหมดไปประมาณ 10,000 กว่าบาท  แถมพอหมดปีก็เยินเกือบทุกคู่แล้ว ต้อง ตั้งต้นซื้อใหม่เมื่อครบปี

สาว B เพื่อนซี้ ตัดใจเจียดเงินเดือนซื้อรองเท้าคู่ละ 1,500 บาท มาสามคู่ ที่เป็นแบบเรียบแต่เก๋ เข้าได้กับหลายชุด หมดปีหมดเงินไปแค่ 4,500 บาท แถมของที่ราคาสูงกว่า ส่วนมากใช้วัสดุดีกว่า เลยจะทำให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า ถ้าใช้ไปสามปี ก็ตกแค่ปีละพันกว่าๆเท่านั้น เงินส่วนต่างที่เหลือเก็บเข้ากระเป๋าสบายใจเฉิบ

4. หาลำดับความสำคัญ (priority) ของสิ่งในชีวิต

ลองจัดอันดับสิ่งสำคัญในชีวิตดูนะคะ ว่าอะไรเป็นสิ่งที่อยากทำ และก็ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป เอาเงินและเวลาไปทำสิ่งที่อยากดีกว่า

ลำดับสิ่งสำคัญในชีวิตของหนูหวาน คือการได้ท่องเที่ยว ได้เห็นอะไรใหม่ๆ เติมเต็มชีวิตให้ตัวเอง เป็นเรื่องสำคัญรองลงมาจากการได้ใช้เวลากับครอบครัว และการได้ดูแลเด็กๆในมูลนิธิมหาสมุทรแห่งปัญญาของตัวเอง

เพื่อนๆหลายคนก็มีลำดับความสำคัญต่างกันไป  บางคนก็งง เวลาเห็นหนูหวานเที่ยวเยอะ บอกว่า โห หนูหวานไปหนนี้ถ้าเก็บตังค์ไว้นะซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมได้ตั้งสองสามใบแนะ แต่นั่นก็คือลำดับความสำคัญในชีวิตของเพื่อน สาระของชีวิตคนเราต่างกัน เราแค่ต้องดูให้แน่ใจว่าอะไรคือสิ่งที่เราต้องการ ไม่ใช่ตามเพื่อน หรือกระแส รู้ตัวอีกที เงินก็หมด อดทำอะไรที่ตัวเองชอบแล้ว

5.  ไม่ต้องหารเป็น % ในการบริหารจัดการการเงินส่วนตัว ตั้งใจว่าเก็บให้มากที่สุด

หนูหวานเคยอ่านบางคนแนะนำให้หารเป็น % ของรายรับต่อเดือน แล้ว แบ่งไว้ใช้จ่ายกี่ % เก็บกี่ %

แต่ส่วนตัว หนูหวานจะดูว่าเดือนนึงค่าใช้จ่ายหลักคืออะไร เหลือเท่าไหร่ แล้วตั้งเป้าให้เก็บให้ได้มากที่สุด

เคยลองหารว่าจะใช้จ่ายส่วนตัว 30 % แต่พอถึงเวลาไม่จำเป็นต้องใช้ขนาดนั้น แต่ด้วยว่ากันเงินมาแล้ว เลยรู้สึกเหมือนต้องใช้ให้ ก็เลยช้อปไปหมดเลย แหะๆ

 

นี่คือวิธีที่หนูหวานใช้ได้ผลกับตัวเอง

ลองดูนะคะว่าจะได้ผลกับเพื่อนๆ หรือปล่าว

หรือถ้าใครมีวิธีอะไรเด็ดๆของตัวเอง มาแชร์กันหน่อยนะคะ

You Might Also Like

5 Comments

  • Reply
    กมลรัตน์ ฉิมพาลี
    สิงหาคม 31, 2012 at 2:27 pm

    ทุกครั้งที่เข้ามาในบล๊อกพี่หนูหวาน

    จะได้มุมมองที่ดีและยิ้มได้ทุกครั้งเลยค่ะ

    คิดเหมือนพี่หวานเรื่องการซื้อของที่จำเป็นในราคาที่แพงขึ้นหน่อย

    แต่ใช้ได้นานค่ะ

  • Reply
    พอใจ สบายดี
    กันยายน 1, 2012 at 5:38 am

    เห็นด้วยกับคุณหนูหวานนะ ว่าการเก็บเงินไม่จำเป็นต้องมีหลักตายตัวว่าจะเท่านั้นเท่านี้ แต่ควรจะเก็บให้ได้มากที่สุดและเป็นจำนวนที่เหมาะสมกับการใช้ชีวิตของเราด้วย หมายถึงว่าจัดสัดส่วนให้เหมาะสมกับตัวเราเอง

  • Reply
    nooch boontarawa
    กันยายน 8, 2012 at 2:09 pm

    ขอบคุณนะค่ะ คุณหนูหวานที่มีคำแนะนำดีๆเกี่ยวกับเรืองการจัดการเงิน ตามที่สัญญาไว้เลย ^^
    อ่านแล้วทำให้ได้ความคิดที่นำไปต่อยอด รวมกับสไตล์ของตนเองได้
    Thanks a lot na ka,

  • Reply
    nooch boontarawa
    กันยายน 8, 2012 at 2:11 pm

    อ้อ! ลืมไปค่ะ แล้วจะกลับมาเล่าให้ฟังนะค่ะ ว่าได้ผลยังไงบ้าง..^^

    • Reply
      nuwann
      พฤศจิกายน 9, 2012 at 4:00 pm

      เป็นยังไงบ้างคะ : )

    Leave a Reply